การใช้หูฟังเป็นกิจกรรมที่เราคุ้นเคยในชีวิตประจำวัน ทั้งในการฟังเพลง การใช้งานโทรศัพท์ หรือการดูหนัง แต่การใช้งานหูฟังในระยะเวลานานหรือใยระดับเสียงที่ดังเกินไปอาจทำให้เกิดความเสียหายต่อหูและประสาท ซึ่งอาจนำไปสู่ประสาทหูเสื่อม (sensorineural hearing loss) ได้ในระยะยาว ดังนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้การได้ยินเสียหายและคงความสามารถในการได้ยินให้ยาวนานที่สุด เรามีคำแนะนำในการใช้หูฟังอย่างปลอดภัยเพื่อหลีกเลี่ยงการเสื่อมสภาพของหูและประสาทหู
ใช้หูฟังอย่างไร? ไม่ให้เสี่ยงประสาทหูเสื่อม
1. ลดระดับเสียงให้พอดี
เสียงที่ดังเกินไปสามารถทำลายเซลล์ขนในหูชั้นใน ซึ่งเป็นส่วนที่รับเสียงและส่งสัญญาณไปยังสมอง หากใช้หูฟังในระดับเสียงที่สูงเกินไปเป็นเวลานาน จะทำให้เซลล์เหล่านี้เสื่อมสภาพและไม่สามารถฟื้นฟูได้
คำแนะนำ: ตั้งระดับเสียงให้ต่ำที่สุดที่ยังสามารถฟังได้ชัดเจน และไม่เกิน 60-85 เดซิเบล (dB) โดยทั่วไปแล้ว ระดับเสียงที่เกิน 85 dB ถือว่าเสียงดังเกินไป โดยการฟังในระดับนี้ติดต่อกันเป็นเวลานานอาจทำให้หูเสียหายได้
2. หลีกเลี่ยงการฟังเสียงดังเป็นเวลานาน
การฟังเสียงในระดับดังเกินไปในระยะเวลานานมีความเสี่ยงสูงที่จะทำให้เกิดความเสียหายต่อหู
คำแนะนำ: ใช้กฎ 60/60 คือตั้งเสียงไว้ที่ไม่เกิน 60% ของระดับเสียงสูงสุดของหูฟัง และไม่ฟังเสียงผ่านหูฟังเกิน 60 นาทีต่อวัน การให้หูได้พักบ้างจะช่วยลดความเสี่ยงในการทำลายหู
3. เลือกใช้หูฟังที่เหมาะสม
การเลือกหูฟังที่ดีและเหมาะสมสามารถช่วยป้องกันการเสื่อมสภาพของหูได้ หูฟังบางประเภทอาจเพิ่มความเสี่ยงให้กับการเสียหายหูมากขึ้น
คำแนะนำ: เลือกใช้หูฟังแบบ over-ear (ครอบหู) หรือ on-ear (ครอบใบหู) แทนการใช้หูฟังแบบ in-ear (เสียบในหู) เพราะหูฟังประเภทครอบหูจะช่วยลดระดับเสียงที่เข้าสู่หูโดยตรง ทำให้ลดความเสี่ยงของการเสียหายที่เกิดจากเสียงดังที่สะท้อนในช่องหู
4. ให้หูพักบ้าง
หากคุณใช้หูฟังเป็นเวลานานๆ ควรให้หูได้พักจากเสียงบ้างเพื่อป้องกันไม่ให้หูถูกทำลายจากการฟังเสียงในระดับที่สูงเกินไป
คำแนะนำ: หยุดพักการใช้หูฟังทุก 60 นาที โดยให้หูได้พักสัก 10-15 นาที เพื่อให้หูสามารถฟื้นฟูตัวเองจากเสียงที่ได้ยินมา
5. ใช้หูฟังที่มีระบบป้องกันเสียงรบกวน
หูฟังที่มีฟังก์ชัน Active Noise Cancelling (ANC) หรือการตัดเสียงรบกวนจากภายนอกจะช่วยให้คุณไม่ต้องเพิ่มระดับเสียงให้ดังขึ้นในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงรบกวนมาก
คำแนะนำ: หากคุณอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงรบกวน เช่น ในรถไฟฟ้า, สนามบิน หรือในที่ทำงาน ให้เลือกใช้หูฟังที่สามารถตัดเสียงรบกวนจากภายนอกได้ เพื่อให้คุณสามารถฟังได้ชัดเจนโดยไม่ต้องเพิ่มเสียงให้ดังเกินไป
6. ตรวจสอบสุขภาพหูเป็นประจำ
หากคุณมีอาการหูอื้อ, ได้ยินเสียงไม่ชัด หรือมีความรู้สึกว่าการได้ยินเริ่มแย่ลง ควรไปพบแพทย์หู คอ จมูก หรือผู้เชี่ยวชาญด้านการได้ยินเพื่อตรวจสุขภาพหู
คำแนะนำ: การตรวจสุขภาพหูอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้คุณสามารถตรวจพบปัญหาการได้ยินตั้งแต่เนิ่นๆ และสามารถรับการรักษาหรือคำแนะนำในการดูแลหูได้ทันที
7. อย่าฟังเสียงในที่ที่มีเสียงดังมาก
การใช้หูฟังในสถานที่ที่มีเสียงดัง เช่น ในการออกกำลังกายที่มีเสียงดนตรีหรือในการเดินทางในพื้นที่ที่มีเสียงรบกวนจากการจราจรหรือเครื่องยนต์ อาจทำให้คุณรู้สึกว่าต้องเพิ่มเสียงให้ดังขึ้นเพื่อให้ได้ยินเสียงชัดเจน
คำแนะนำ: ควรหลีกเลี่ยงการฟังเสียงในสถานที่ที่มีเสียงรบกวนสูง หรือถ้าจำเป็นต้องฟังเพลงในที่เสียงดัง ควรใช้หูฟังที่ช่วยตัดเสียงรบกวนจากภายนอก (ANC) และตั้งระดับเสียงให้ต่ำที่สุดที่ยังฟังได้ชัด
8. ใช้แอปพลิเคชันตรวจสอบระดับเสียง
ปัจจุบันมีแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนที่สามารถตรวจวัดระดับเสียงที่คุณฟังผ่านหูฟังได้ ซึ่งสามารถช่วยให้คุณรู้ว่าเสียงที่คุณกำลังฟังอยู่นั้นอยู่ในระดับที่ปลอดภัยหรือไม่
คำแนะนำ: ใช้แอปพลิเคชันเหล่านี้เพื่อช่วยควบคุมระดับเสียงให้คงที่ในระดับที่ปลอดภัย
สรุป
การฟังเสียงผ่านหูฟังเป็นกิจกรรมที่เป็นที่นิยมในชีวิตประจำวัน แต่การใช้งานหูฟังอย่างไม่ระมัดระวังอาจทำให้เกิดอันตรายต่อการได้ยินและเสี่ยงต่อการเกิด ประสาทหูเสื่อม ได้ในระยะยาว การใช้หูฟังในระดับเสียงที่ปลอดภัย, การเลือกหูฟังที่มีคุณภาพดี, การให้หูได้พัก และการตรวจสุขภาพหูเป็นประจำ จะช่วยให้คุณสามารถใช้หูฟังได้อย่างปลอดภัยและยืดอายุการใช้งานของหูและการได้ยินของคุณไปได้อีกยาวนาน
